ธุรกิจแฟรนไชส์กับการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า/บริการ ตอนที่ 2

เมื่อครั้งก่อน ผู้เขียนได้เขียนถึงหลักเกณฑ์การจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า/บริการ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องหมายการค้า/บริการอย่างไร จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า/บริการ ไปแล้ว ซึ่งต่อไปจะได้กล่าวถึงอะไรคือหลักเกณฑ์ที่จะตัดสินว่าเป็น ธุรกิจแฟรนไชส์

จากพระราชบัญญัติการประกอบ ธุรกิจแฟรนไชส์ พ.ศ. ……… (1) ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาศเข้าร่วมประชุมแทนผู้บังคับบัญชา ที่กรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ ได้ทราบและได้ความรู้มากมายจากท่านผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าร่วมประชุม ทราบว่าได้มีการวางหลักเกณฑ์ที่จะตัดสินว่า ธุรกิจอย่างไรจึงจะถือว่าเป็น ธุรกิจแฟรนไชส์ ไว้ดังนี้

แฟรนไชส์     หมายความว่า การประกอบธุรกิจที่บุคคลหนึ่งเรียกว่า แฟรนไชส์ซอร์ ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า แฟรนไชส์ซี ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของตน หรือที่ตนมีสิทธิที่จะให้ผู้อื่นใช้ เพื่อประกอบธุรกิจภายในระยะเวลาที่กำหนด และการประกอบธุรกิจนั้นอยู่ภายใต้การส่งเสริม และควบคุมตามแผนการดำเนินธุรกิจของแฟรนไชส์ซอร์ และแฟรนไชส์ซีมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่แฟรนไชส์ซอร์
แฟรนไชส์ซอร์     หมายความว่า ผู้ให้สิทธิในการประกอบธุรกิจ
แฟรนไชส์ซี     หมายความว่า ผู้รับสิทธิในการประกอบธุรกิจ

จากคำนิยามข้างต้น องค์ประกอบของการเป็น ธุรกิจแฟรนไชส์ จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้
1. มีข้อตกลงที่แฟรนไชส์ซอร์ ให้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของตน หรือที่ตนมีสิทธิให้แฟรนไชส์ซี เพื่อใช้ประกอบธุรกิจภายในกำหนดระยะเวลา
2. การประกอบธุรกิจของแฟรนไชส์ซีนั้น ต้องอยู่ภายใต้การส่งเสริมและการควบคุมตามแผนธุรกิจของแฟรนไชส์ซอร์
3. แฟรนไชส์ซีมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่แฟรนไชส์ซอร์
ถ้าการประกอบธุรกิจใด มีองค์ประกอบทั้งสามประการดังกล่าวข้างต้น ธุรกิจนั้นถือว่าเป็นการประกอบ ธุรกิจแฟรนไชส์ ตามความหมายของร่างกฎหมายนั้น ซี่งตามของร่างกฎหมายนี้ยังได้บัญญัติเอาโทษผู้ประกอบธุรกิจทางอาญาที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์การประกอบ ธุรกิจแฟรนไชส์ แต่นำคำว่า แฟรนไชส์ ไปใช้ในการประกอบธุรกิจของตนด้วย

จากคำนิยามของคำว่า แฟรนไซส์ จะมีเรื่องของการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ด้วย ทรัพย์สินทางปัญญาในปัจจุบันเท่าที่รวบรวมได้มีดังนี้
1.พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522
2.พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534
3.พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
4.พระราชบัญญัติคุ้มครองแบบผังภูมิของวงจรรวม พ.ศ.2543
5.พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545
6.พระราชบัญญัติสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ.2546
7.พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2546
8.พระราชบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2546
9.ภูมิปัญญาไทย (กำลังยกร่างกฎหมาย)

การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาต่าง ๆ นั้น ในแต่ละกฎหมายมีระเบียบและวิธีการของแต่ละกฎหมายบัญญัติไว้อยู่แล้ว ซึ่งผู้เขียนจะไม่กล่าวถึง แต่จะกล่าวถึงเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าและการอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการโดยเฉพาะ

การประกอบธุรกิจแฟรนไชส์นั้น จะมีปัญหาในเรื่องที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า/บริการ เพราะธุรกิจแฟรนไชส์นั้น หากแยกไม่ออกว่าเป็นการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการแล้ว การที่จะต้องตีความว่าจะต้องจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการหรือไม่ จะทำไม่ได้เลย

สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า/บริการ หมายความว่า สัญญาเป็นหนังสือที่เจ้าของเครื่องหมายการค้า/บริการที่ได้จดทะเบียน อนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้า/บริการของตน สำหรับสินค้า/บริการที่ได้จดทะเบียนไว้ทั้งหมดหรือบางอย่างก็ได้ โดยคำขอจดทะเบียนนั้นอย่างน้อยต้องแสดงรายการดังต่อไปนี้

1 .เงื่อนไขหรือข้อกำหนดระหว่างเจ้าของเครื่องหมายการค้า/บริการนั้น และผู้ขอจด ทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตที่จะทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้า/บริการนั้น สามารถควบคุมคุณภาพสินค้า/บริการของผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตได้อย่างแท้จริง
2 .สินค้า/บริการที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า/บริการนั้น และ
3. ผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้า/บริการนั้นแต่ผู้เดียว หรือเจ้าของเครื่องหมายการค้า/บริการ อาจอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้า/บริการนั้นอีกได้
จากคำนิยามคำว่าแฟรนไซส์และสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า/บริการดังกล่าวข้างต้นนี้ จะเห็นถึงความเหมือนกันและความแตกต่างกัน

ความเหมือนกันระหว่างสัญญาแฟรนไชส์และสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ คือ
ก .มีคู่สัญญาซึ่งในสัญญาแฟรนไชส์เรียกว่า แฟรนไชส์ซอร์ และแฟรนไชส์ซี ซึ่งในสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า/บริการ เรียกว่า เจ้าของเครื่องหมายการค้า/บริการหรืออาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้ให้อนุญาต และผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ
ข.มีการอนุญาตให้แฟรนไชส์ซอร์หรือผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ ใช้เครื่องหมายการค้า/บริการ
ค. มีการกำหนดสินค้าหรือการบริการไว้ในสัญญา
ความแตกต่างกันระหว่างสัญญาแฟรนไชส์และสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ คือ
1.จะมีข้อตกลงเรื่องการจ่ายเงินค่าตอบแทนหรือไม่ก็ได้ ในสัญญาแฟรนไชส์ ผู้ที่เป็นแฟรนไชส์ซีจะต้องจ่ายค่าตอบแทนในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาและเข้าร่วมประกอบธุรกิจ แต่สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า/บริการ ผู้ได้รับอนุญาตจะจ่ายค่าตอบแทนหรือไม่จ่ายค่าตอบแทนตามที่คู่สัญญาตกลงกันก็ได้

2.สัญญาแฟรนไซส์จะเน้นการดำเนินการธุรกิจเป็นสำคัญโดยแฟรนไซส์ซีจะต้องดำเนินธุรกิจภายใต้การส่งเสริมและการควบคุมตามแผนงานที่แฟรนไซส์ซอกำหนด แต่สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า/บริการนั้น ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าจะต้องปฎิบัติตามเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่เพื่อการควบคุมคุณภาพสินค้า/บริการตามที่เจ้าของเครื่องหมายการค้ากำหนดโดยเน้นหนักไปทางด้านคุณภาพสินค้าและการบริการเป็นสำคัญ

จุดที่สำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างสัญญาแฟรนไชส์กับการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า/บริการ ก็คือ

ในส่วนที่เป็นสินค้า
1.ถ้าสัญญาแฟรนไชส์ระบุว่า สินค้าที่เป็นส่วนสำคัญของการประกอบธุรกิจ คือขายสินค้า ที่ผลิตมาสำเร็จรูปแล้ว แฟรนไชส์ซีต้องรับสินค้าที่แฟรนไชส์ซอผลิตสำเร็จรูปแล้วมาจำหน่ายเท่านั้น ห้ามนำสินค้าจากที่อื่นมาจำหน่าย เช่นนี้แล้ว ไม่ต้องนำสัญญาแฟรนไชส์มาจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า เนื่องจากการควบคุมคุณภาพสินค้าอยู่ภายใต้การผลิตและควบคุมโดยแฟรนไชส์ซอโดยตรง

ตัวอย่างเช่น การขายอาหารหมี่เกี้ยว ถ้าผู้เข้าร่วมธุรกิจจะต้องนำเส้นหมี่หรือเกี้ยว มาจากเจ้าของธุรกิจโดยตรงแล้ว ไม่ต้องทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า

2. ถ้าสัญญาแฟรนไชส์ใดระบุว่า สินค้าที่ใช้เป็นส่วนสำคัญของการประกอบธุรกิจ แฟรน ไชส์ซอร์จะต้องผลิตขึ้นมาเองหรือนำมาจากแหล่งอื่น ๆ (ที่มิใช่แฟรนไชส์ซอร์ผลิตขึ้นมาเอง) ก็ได้ โดยสินค้านั้นแฟรนไชส์ซอร์ยอมรับในคุณภาพของสินค้านั้น เช่นนี้สัญญาแฟรนไชส์นั้นจะต้องจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า

ตัวอย่างเช่น การขายอาหารหมี่เกี้ยว ถ้าในสัญญาระบุว่า ผู้เข้าร่วมธุรกิจนอกจากจะต้องซื้อเส้นหมี่หรือเกี้ยวมาจากเจ้าของธุรกิจแล้ว จะนำเส้นหมี่หรือเกี้ยวมาจากผู้ประกอบธุรกิจอื่นๆ มาจำหน่ายก็ได้ โดยผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากเจ้าของธุรกิจก่อนเช่นนี้ สัญญาแฟรนไชส์นั้นจะต้องจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า

ปัญหาที่น่าคิดว่า หากในสัญญากำหนดว่า แฟรนไซส์ซีต้องซื้อสินค้ามาจากแหล่งอื่นก็ได้โดยที่แฟรนไซส์ซอร์ให้ได้คำรับรองไว้แล้วว่าเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐานดีตามความประสงค์ของแฟรนไซส์ซอร์ จะต้องจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าหรือไม่ ผู้เขียนเห็นว่า เมื่อไม่ใช่สินค้าที่แฟรนไซส์ซอร์ผลิตขึ้นมาเองแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นสัญญาที่ต้องจดทะเบียนอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าด้วย

3.ถ้าสัญญาแฟรนไชส์ใดกำหนดว่า แฟรนไชส์ซีจะต้องผลิตสินค้าเองหรือนำสินค้าจาก แหล่งอื่นมาจำหน่าย โดยจะต้องผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานตามสูตรหรือเคล็ดลับที่ทำให้สินค้านั้นได้มาตรฐานตามที่เจ้าของธุรกิจกำหนด เช่นนี้ถือว่าเป็นสัญญาแฟรนไชส์ที่จะต้องจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า

ตัวอย่างเช่น แฟรนไชส์อาหารประเภทขนมปัง แฟรนไชส์ซีอาจจะนำแป้งและ ส่วนผสมจากที่อื่นมาผลิต แต่จะต้องผลิตภายใต้สูตรหรือความลับที่แฟรนไชส์ซอร์กำหนดโดย เคร่งครัด สัญญาแฟรนไชส์ดังกล่าวจะต้องจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า

แต่ถ้าหากสัญญาแฟรนไชส์ข้างต้นระบุว่า แฟรนไชส์ซีต้องซื้อแป้งที่แฟรนไชส์ ซอร์เป็นผู้ผสมสำเร็จแล้วเท่านั้นมาทำการผลิต ทั้งนี้เนื่องจากเกรงว่าสูตรต่าง ๆ ที่ใช้ในการผสมจะแพร่หลายสู่คนทั่วไป สัญญาแฟรนไชส์นี้ต้องนำมาจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าเช่นกัน ทั้งนี้เพราะแม้วัตถุดิบจะมาจากแฟรนไซส์ซอร์โดยตรงก็ตาม แต่กรรมวิธีการผลิตผลิตโดยแฟรนไซส์ซี ภายใต้เงื่อนไขการควบคุมและวิธีการของแฟรนไซส์ซอร์

ในส่วนที่เกี่ยวกับการบริการ
ในความเห็นของผู้เขียน ถ้าเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ประเภทการให้บริการ สัญญาแฟรนไชส์ ประเภทธุรกิจบริการ จะต้องจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการทุกประเภท เพราะเหตุว่า การให้การบริการมาจากแฟรนไชส์ซีโดยตรง แต่วิธีการและขั้นตอน อยู่ภายใต้การควบคุมตามแผนงานและตามรูปแบบที่แฟรนไชส์ซอร์กำหนดไว้

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจการให้บริการนวดแผนโบราณ การให้บริการนวดเป็นของแฟรนไชส์ซี ที่ให้แก่ลูกค้า โดยกรรมวิธีการนวดจะต้องปฎิบัติตามขั้นตอนและแผนงานที่แฟรนไชส์ซอร์กำหนด เช่นนี้ ต้องนำสัญญาแฟรนไชส์มาจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการ

มีผู้ถามว่า ร้านสดวกซื้อที่เปิดอยู่ทั่วเมืองในประเทศไทยนี้ จะต้องจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า/บริการหรือไม่

เรื่องนี้ผู้เขียนเห็นว่า ร้านสดวกซื้อที่มีลักษณะเป็นสัญญาแฟรนไชส์กล่าวคือ มีสัญญาระหว่างกัน มีการส่งเสริมการขายและควบคุมตามแผนงานที่แฟรนไซส์ซอร์กำหนด โดยแฟรนไชส์ซีจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่แฟรนไชส์ซอร์ ถ้าแฟรนไซส์ซอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สัญญาแฟรนไซส์ไม่ต้องนำมาจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า เพราะว่า สินค้าต่าง ๆ ในร้านนั้น เป็นสินค้าที่มีที่มาจากแหล่งต่าง ๆ มิใช่สินค้าของแฟรนไซส์ซี และก็มิใช่สินค้าของแฟรนไชส์ซอร์

แต่ถ้าแฟรนไชส์ซอร์ได้จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายบริการไว้ในรายการบริการจัดการขาย สินค้า การให้บริการภายใต้เครื่องหมายบริการของแฟรนไชส์ซีนั้น จะต้องนำสัญญาแฟรนไชส์นั้นมาจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการอย่างแน่นอน เพราะรูปแบบของพนักงาน รูปแบบการวางสินค้า ตลอดจนรูปแบบการบริหารงานดำเนินการตามแผนงานที่แฟรนไชส์ซอร์เป็นผู้กำหนดไว้

ผู้เขียนเคยได้ยินผู้เชี่ยวชาญธุรกิจแฟรนไชส์ท่านหนึ่งกล่าวว่า สัญญาแฟรนไชส์เป็นเรื่องการประกอบธุรกิจเล็ก ๆ แต่สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายเป็นเรื่องของการประกอบธุรกิจรายใหญ่ ๆ เดิมทีผู้เขียนไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับผู้เชี่ยวชาญท่านนั้น แต่ในขณะนี้ผู้เขียนมีแนวโน้มเห็นพ้องด้วยเกือบร้อยเปอร์เซนต์ เพราะการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า/บริการที่ผู้เขียนเป็นนายทะเบียนอยู่ปัจจุบัน ธุรกิจที่จดทะเบียนสัญญาอนุญาตมักเป็นธุรกิจใหญ่ ๆ สินค้าที่อนุญาตมักจะเป็นสินค้าที่ต้องใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต และมักจะมีผู้รับอนุญาตเพียงแต่เพียงรายเดียว ธุรกิจที่เป็นของคนไทยที่มาจดทะเบียนมักจะเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิด เช่นเป็นกรณีที่พ่ออนุญาตให้ลูกใช้เครื่องหมายการค้า/บริการ บุคคลธรรมดาอนุญาตให้นิติบุคคลที่ตนเป็นกรรมการอยู่ด้วยใช้เครื่องหมายการค้า สามีอนุญาตให้ภรรยาใช้เครื่องหมายการค้า ผู้เขียนเห็นว่าไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการจดทะเบียนสัญญาอนุญาต เพราะวัตถุประสงค์ของการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตก็คือ เพื่อคุ้มครองและให้หลักประกันแก่ผู้บริโภคว่า จะได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพดีเช่นเดียวกับที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าเป็นผู้ผลิต ซึ่งจะมีส่วนที่แตกต่างกับสัญญาแฟรนไชส์ตรงที่จะมีแฟรนไชส์ซีหลายราย ยิ่งมีแฟรนไซส์ซีมากเจ้าของธุรกิจก็ได้ผลประโยชน์มากเป็นเงาตามตัว

สำหรับผู้ที่ประสงค์จะเป็นเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ เงื่อนไขประการสำคัญประการหนึ่งของแฟรนไชส์ซอร์ที่จะขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ก็คือ จะต้องมีการดำเนินกิจการมาแล้วและมีการเปิดสาขา ซึ่งการดำเนินธุรกิจของสาขาจะต้องมีผลกำไรมาแล้วอย่างต่อเนื่อง ส่วนจำนวนสาขาจะต้องมีเท่าไรและสาขาประกอบธุรกิจมีผลกำไรอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเท่าใดนั้น ต้องรอกฎหมายออกบังคับใช้ก่อนจึงจะทราบ

เหตุผลสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งของแฟรนไซส์ซอร์ที่ต้องมีสาขาที่ประกอบการมีผลกำไรต่อเนื่องก็คือ เพื่อเป็นหลักประกันได้ว่าผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์นั้น แฟรนไชส์ซอร์หรือผู้เป็นเจ้าของธุรกิจได้ประกอบธุรกิจประสบผลสำเร็จแล้ว และมีบริหารงานในสำนักงานสาขาของตนให้มีผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ย่อมสร้างความมั่นใจและความเชื่อใจให้แก่แฟรนไซส์ซีในการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์นั้น รวมทั้งตัวแฟรนไชส์ซอร์เองก็ได้รับประสบการณ์ในการบริหารงานของสาขาซึ่งจะในอนาคตจะแปรรูปแบบมาเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ไปในตัวด้วย

เงื่อนไขอีกประการของผู้ที่จะจดทะเบียนประกอบธุรกิจแฟรนไซส์ก็คือ แฟรนไซส์ซอร์จะต้องมีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของตนหรือมีสิทธิใช้ทรัพย์สินทางปัญญานั้น ดังนั้น ท่านที่ประสงค์จะเข้ามาในวงการธุรกิจประเภทนี้ ให้รีบไปจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาของท่านไว้แต่เนิ่น ๆ แต่จะเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ใดก็ตาม จะต้องมีการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า/บริการเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ด้วยทุกครั้งนอกเหนือจากมีการอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างอื่นรวมอยู่ด้วย ผู้เขียนเชื่อว่า คงไม่มีเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ใดยินยอมให้แฟรนไชส์ซีนำเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นมาใช้ร่วมกับเครื่องหมายการค้า/บริการของตนเองอย่างแน่นอน ยกเว้นธุรกิจบริการจัดการขายสินค้าตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น

นี่คือความสำคัญและประโยชน์ของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า/บริการ เป็นการนำทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ ประโยชน์ของทรัพย์สินทางปัญญาคงไม่ใช่เพียงว่ามีไว้ จดไว้ แล้วก็เก็บใบทะเบียนไว้เฉย ๆ แล้วก็ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคม ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรให้กับเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ทรัพย์สินทางปัญญาจะมีประโยชน์ต่อเมื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ (2)

 

อ้างอิง : www.ipthailand.go.th

โดย  นายพิบูล ตันศุภผล

Comments

comments


ที่ปรึกษาธุรกิจ เอสเอ็มอี smes แฟรนไชส์ franchise แผนธุรกิจ business plan รับทำแผนธุรกิจ แผนการตลาด และแผนการเงิน เขียนข่าว PR บทความธุรกิจ

Share This Post

Related Articles

Powered by SMEsplannet · Designed by junkie