ผลสำรวจวิจัย โครงสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ไทยและการเติบโต ปีล่าสุด

ผลสำรวจธุรกิจแฟรนไชส์

ผลสำรวจธุรกิจแฟรนไชส์ ปีล่าสุด

ธุรกิจแฟรนไชส์ จากข้อมูลการสำรวจของศูนย์วิจัยพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและแฟรนไชส์สากล มหาวิทยาลัยศรีปทุม ระบุว่า ในปี 2551 มีผู้ขายแรนไชส์ (Franchisor) ในประเทศไทยประมาณ 479 บริษัท โดยเป็นกิจการของคนไทย 450 บริษัท และเป็นแฟรนไชส์จากต่างประเทศ 29 บริษัท

สำหรับในปี 2552 ผลสำรวจของศูนย์วิจัยพัฒนาธุรกิจฯ ปรากฎว่า มีธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทยทั้งสิ้น 461 กิจการ เป็นแฟรนไชส์ไทย 433 กิจการ เป็นแฟรนไชส์ต่างประเทศ 28 กิจการ สามารถแบ่งประเภทธุรกิจออกเป็น 10 ประเภท ดังนี้

  • ธุรกิจอาหาร มีจำนวนมากที่สุด คือ  126 บริษัท คิดเป็น 27.3%
  • ธุรกิจเครื่องดื่ม 72 บริษัท คิดเป็น 15.6%
  • ธุรกิจเบเกอรี่ 22 บริษัท คิดเป็น 4.77%
  • ธุรกิจการศึกษา 58 บริษัท คิดเป็น 12.58%
  • ธุรกิจความงาม 50 บริษัท คิดเป็น 10.85%
  • ธุรกิจค้าปลีก 31 บริษัท คิดเป็น 6.72%
  • ธุรกิจด้านงานพิมพ์ 23 บริษัท คิดเป็น 4.99%
  • ธุรกิจร้านหนังสือ 6 บริษัท คิดเป็น 1.3%
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 3 บริษัท คิดเป็น 0.65%
  • ธุรกิจบริการ 70 บริษัท คิดเป็น 15.18%

และจากผลสำรวจล่าสุด ปี 2554 ธุรกิจแฟรนไชส์ เติบโตอย่างต่อเนื่อง

กระแสความต้องการในธุรกิจแฟรนไชส์ ยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวม 161,016 ล้าน ชี้กลุ่มอาหารขึ้นแท่นอันดับ 1  โดยมีคนให้ความสนใจมากที่สุด  คาดปี 2560 ธุรกิจเงินสะพัดกว่า  2 แสนล้านบาท

จากการเปิดเผยของผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและแฟรนไชส์สากล  คณะบริหารธุรกิจ  มหาวิทยาลัยศรีปทุม  เปิดเผยถึงผลสำรวยตลาดรวมแฟรนไชส์ปี 2553  ว่า  ตลาดรวมแฟรนไชส์มีมูลค่า  161,016 ล้านบาท ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวพบว่ามีจำนวนผู้ประกอบการทั้งสิ้น 570 บริษัท  และคิดเป็นแฟรนไชส์ซีทั้งสิ้น 6,000 สาขา  ซึ่งหนึ่งในนั้นแบ่งเป็นผู้ประกอบการแฟรนไชส์รายใหญ่จำนวน 50 บริษัท

ทั้งนี้จากผลสำรวจดังกล่าวพบว่ามีธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีสาขาทั้งสิ้น 427 บริษัท  และยังไม่มีสาขา 136 บริษัท  โดยธุรกิจที่ยังได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 คือ

  • กลุ่มอาหารที่มีจำนวนผู้ประกอบการมากถึง 152 บริษัท
  • กลุ่มเครื่องดื่มมีจำนวน 80 บรืษัท
  • กลุ่มธุรกิจบริการจำนวน 64 บริษัท
  • กลุ่มธุรกิจการศึกษา 61 บริษัท
  • กลุ่มธุรกิจโอกาสทางธุรกิจ (บริษัทที่ไม่คิดค่าแฟรนไชส์ฟี) 56 บริษัท
  • กลุ่มธุรกิจความงาม 52 บริษัท
  • กลุ่มธุรกิจเบเกอรี่ 25 บริษัท
  • กลุ่มธุรกิจค้าปลีก 29 บริษัท
  • กลุ่มธุรกิจสิ่งพิมพ์ 21 บริษัท
  • กลุ่มธุรกิจไอศกรีมและอาหารสำเร็จรูป 13 บริษัท
  • กลุ่มธุรกิจร้านหนังสือ 7 บริษัท
  • กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 6 บริษัท

ขณะที่ภาพรวมการต่ออายุสัญญาในปี 2553  จะอยู่ที่ 3 ปี  ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีค่าฉลี่ยต่ออายุสัญญาอยู่ที่ 2 ปี  และยังมีผู้ประกอบการอีกหลายรายที่ให้สัญญาแฟรนไชส์ซีปีละครั้ง  ทั้งนี้หากเปรียบเทียบอายุสัญญาที่จะสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกันทั้งแฟรนไชส์ซอร์และแฟรนไชส์ซี  ยังถือว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าวเป็นช่วงการให้สัญญาค่อนข้างน้อยเกินไป

ดังนั้นภายใน 6 ปีข้างหน้าหรือภายใน 2560 คาดว่าค่าเฉลี่ยการต่ออายุสัญญาจะอยู่ที่ 10 ปี  และมีจำนวนผู้ประกอบการแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นเป็น 850 บริษัท  ซึ่งหมายถึงตลาดรวมแฟรนไชส์จะมีมูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาท

นอกจากนี้อัตราการล้มเหลวของธุรกิจแฟรนไชส์ในปีที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลง 12.79% จากปี 2552  ที่มีผู้ประกอบการล้มเหลวคิดเป็น 23.41%  ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญมาจากผู้ประกอบการที่ไม่สามารถควบคุมระบบแฟรนไชส์ได้ในกรณีที่แฟรนไชส์ซอร์และแฟรนไชส์ซีเกิดปัญหาการละเมิดสิทธิ คือ ซีละเมิดซอร์  ไม่เป็นไปตามสัญญาจึงเกิดการฟ้องร้องกัน  เป็นต้น

และจากข้อมูลจากการสำรวจที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ประกอบการเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Franchise Fees)  มากกว่า 60,000 บาท  อย่างไรก็ดีการเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้าของระบบแฟรนไชส์จะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 110,662 บาท  แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันไปในแต่ละธุรกิจ  โดยยังมีผู้ประกอบการอีก 40%  ที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า  ซึ่งนั่นหมายถึงผู้ประกอบการดังกล่าวทำธุรกิจขัดแย้งกับกระบวนการหลักสากที่จะต้องคิดค่าธรรมเนียมแรกเข้า  ที่ถือเป็นค่าสิทธิต่างๆ ให้กับบริษัทแม่  ส่งผลให้ธุรกิจแฟรนไชส์ขาดการพัฒนาตนเอง  เนื่องจากรายได้ที่เกิดขึ้นไม่คุ้มค่ากับการพัฒนาธุรกิจ

ในส่วนของการจัดเก็บค่า Royalty Fee (ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่องตามสัดส่วนของผลการดำเนินงาน  อาจเรียกเก็บเป็นรายเดือนหรือรายปีตามสัดส่วนของยอดขาย)  ที่ผ่านมามีการจัดเก็บเฉลี่ยน้อยกว่า 2.13%  และเมื่อสำรวจลักษณะการจัดเก็บพบว่าธุรกิจแฟรนไชส์ของไทยมีสัดส่วนมากกว่า 60% ที่ไม่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการบริหาร  ส่งผลให้ธุรกิจขาดเงินหล่อเลี้ยงเพื่อพัฒนาศักยภาพของธุรกิจ  ดังนั้นเมื่อไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมต่อไปธุรกิจจะไม่เติบโต

อย่างไรก็ตามการลงทุนต่อสาขานั้นจะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2,064,570 บาท  โดยแบ่งการลงทุนออกเป็น 3 ระดับ  ได้แก่

1. ลงทุน  50,000 บาท  ในธุรกิจแฟรนไชส์ขนาดเล็ก

2. ลงทุน 200,000-500,000 บาท  ในธุรกิจแฟรนไชส์ขนาดกลาง  และ

3. ลงทุน 1-2.5 ล้านบาท  ในธุรกิจขนาดใหญ่

ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการลงทุนของธุรกิจแฟรนไชส์มีแนวโน้มการลงทุนสูง  โดยจะเห็นได้จากผลสำรวจที่ชี้ให้เห็นว่าขนาดการลงทุนนั้นจะเริ่มต้นตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป

 

รวบรวมและเรียบเรียง

SMEsplannet

 

 

Comments

comments


ที่ปรึกษาธุรกิจ เอสเอ็มอี smes แฟรนไชส์ franchise แผนธุรกิจ business plan รับทำแผนธุรกิจ แผนการตลาด และแผนการเงิน เขียนข่าว PR บทความธุรกิจ

Share This Post

Related Articles

Powered by SMEsplannet · Designed by junkie