รัฐบาลลืมช่วย เอสเอ็มอี ปลายปีอ่วมแน่

ข่าวเอสเอ็มอี

ข่าวเอสเอ็มอี

ภาพของประชาชนในหลายพื้นที่ออกมาประท้วงปิดถนนเพื่อเรียกร้องเงินชดเชยการซ่อมแซมบ้านที่ถูกน้ำท่วมที่รัฐบาลรับปากจะช่วยไม่เกินครัวเรือนละ 3 หมื่นบาท แต่เอาเข้าจริงการกระจายเงินช่วยเหลือกลับไม่เป็นธรรม บางครัวเรือนได้เงินชดเชยหลักร้อย บางครัวเรือนถูกน้ำท่วมเล็กน้อยกลับได้เงินชดเชยหลักหมื่น

การจ่ายเงินชดเชยอย่างไม่เท่าเทียมนี้ ทำให้ประชาชนบางพื้นที่ยังไม่ได้ซ่อมแซมบ้าน และอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ซ่อมก็เพราะไม่แน่ใจว่าในปีนี้น้ำจะท่วมอีกหรือไม่ เพราะดูปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาก็ดูมีมากพอสมควร อีกทั้งในขณะนี้ทางภาคเหนือน้ำก็ทยอยท่วม และน้ำจะค่อยๆ ไหลลงมาสู่ภาคกลางเพื่อหาทางออกสู่ทะเล

นั่นคือปัญหาของภาคครัวเรือน แต่ปัญหาของเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย หรือเอสเอ็มอีนั้น ยังไม่ได้รับการแก้ไข หลังจากที่รัฐบาลประชุมหามาตรการช่วยเหลือเยียวยา แต่จนถึงขณะนี้การช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีที่เจอผลกระทบสองเด้งจากน้ำท่วม และนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ก็ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

การดิ้นรนปากกัดตีนถีบของเอสเอ็มอีเกือบครึ่งทศวรรษนั้น ต้องผ่าน “มรสุม” การเมืองและเศรษฐกิจที่พัดพาเข้ามาลูกแล้วลูกเล่า

แม้ปีนี้เศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้ในระดับที่สูง 3.4-3.8% แต่มีสัญญาณว่าเศรษฐกิจที่เป็นหัวรถจักรใหม่ในเอเชียอย่างจีนและอินเดียส่งสัญญาณอ่อนแรง วิกฤตหนี้ยุโรปกลับมาเป็นภัยคุกคามเศรษฐกิจโลกระลอกใหม่

 

สัญญาณที่ส่งตรงมายังประเทศไทยอย่างชัดเจนที่สุดคือ อัตราการขยายตัวของการส่งออก 4 เดือนแรกของปีนี้ ติดลบ 3.86% ในขณะที่เครื่องจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยคือ การส่งออกที่มีสัดส่วน 70% ของรายได้ประชาชาติ

ขณะที่นโยบายที่ทำให้ประชา “นิยม” ของรัฐบาลเพื่อไทย โดยเฉพาะการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ในพื้นที่ 7 จังหวัดนำร่องเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2555 และเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศ ในวันที่ 1 ม.ค. 2556 กระทั่งการเปิดเสรีอาเซียนปี 2558 ที่การแข่งขันทางการค้า “ดุเดือด” ถือเป็นปัจจัยที่ท้าทายที่กำลังรอเอสเอ็มอีฝ่าฟันอยู่

หากจะว่าไปแล้วเอสเอ็มอีที่อยู่รอดมาได้ถึงวันนี้ต้องถือว่า “อึดสุดๆ” แต่ก็ยังต้องดิ้นรนกันอย่างปากกัดตีนถีบ ส่วนที่ไปไม่รอดก็จำใจปิดกิจการ บางคนหันไปปลูกข้าว-ปลูกมัน เพื่อรับกับนโยบาย “จำนำสินค้าเกษตร” ราคาสูงๆ

แม้รัฐบาลบอกจะได้ให้ “ยาแรง” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปแล้วหลายมาตรการ แต่กลับไม่เคยไปติดตามดูผลของยาขนานนี้ว่าได้ส่งผลดีต่อ “คนไข้” หรือไม่

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาต้องยอมรับเลยว่ารัฐบาลอยู่ในอาการ “เกียร์ว่าง” โดย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ สั่งเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามมาตรการช่วยเหลือครั้งสุดท้ายวันที่ 22 พ.ค. 2555 แต่วงประชุมไม่มีข้อสรุป

และหากส่องไปยังมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่รัฐบาลผ่านเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 4-5 มาตรการ พบว่า “ออกฤทธิ์” อย่างอ่อนๆ เท่านั้น

เช่น มาตรการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปล่อยซอฟต์โลน 3 แสนล้านบาท แต่ปล่อยกู้จริงไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท เพราะติดเงื่อนไขมากมาย เช่น ธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยกู้เงินซอฟต์โลนขอคิด “ค่าธรรมเนียม” เพิ่มเติม

โดยเฉพาะความกลัวอย่างฝังหัวในเรื่อง “หนี้เสีย”

ร้อนถึง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ต้องเสนอ ครม.ให้อนุมัติให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กู้เงินจากแบงก์ชาติ 6,000 ล้านบาท เพื่อนำมาปล่อยสินเชื่อเสียเอง ขณะที่ซอฟต์โลนส่วนใหญ่กอง “ท่วม” แบงก์พาณิชย์

แต่นั่นเป็นการช่วยเหลือประชาชนสำหรับที่อยู่อาศัยเท่านั้น ทาง ธอส.ไม่สามารถให้กู้กับเอสเอ็มอีได้

นั่นหมายถึงโอกาสที่กลุ่มเอสเอ็มอีจะเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อฟื้นฟูกิจการหลังน้ำท่วมหรือสั่งซื้อเครื่องจักรใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลดต้นทุนกิจการ รับมือค่าจ้าง 300 บาท ต้องรอกันต่อไป

ทั้งส่งผลให้แพ็กเกจมาตรการภาษีปลีกย่อย เช่น ยกเว้นภาษีรายได้นิติบุคคลที่เป็นเงินได้จากการขายเครื่องจักรเก่าเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ และมาตรการในการหักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรใหม่ 100% ในปีแรก “เป็นหมัน” ทันที

หรือมติ ครม.วันที่ 24 เม.ย. 2555 ที่อนุมัติให้เอสเอ็มอีแบงก์ปล่อยกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เอสเอ็มอีไปซื้อเครื่องจักรและพัฒนากระบวนการผลิต 2 หมื่นล้านบาท แม้ผู้บริหารเอสเอ็มอีแบงก์บอกพร้อมปล่อยกู้ แต่วันนี้ก็ยังไปไม่ถึงไหน

หากเอสเอ็มอีจะหวังได้ประโยชน์จากการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% และลดเหลือ 20% ในปี 2556 ที่รัฐบาลประกาศว่าเป็น “เบาะ” รับแรงกระแทกจากนโยบายค่าจ้าง 300 บาท เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ช่วย เพราะไม่มีกำไรให้หักภาษี

แน่นอนว่าประเทศไทยมีเอสเอ็มอีหลายกลุ่มอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม มีความเข้มแข็งที่แตกต่างกัน วิกฤตที่ผ่านเข้ามาแต่ละครั้ง

มีทั้งเอสเอ็มอีที่อยู่รอดยืนบนลำแข้งของตัวเองได้ บ้างมีตลาดเฉพาะหรือเกาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็น “เรือธง” ของการส่งออกไทย เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร

แต่บางกลุ่มต้องล้มหายตายจากแน่ๆ เพราะแข่งขันโดยพึ่งพาแรงงานราคาถูกเป็นหลัก เช่น เครื่องหนัง รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ บางกลุ่มต้องอยู่อาการ “ร่อแร่” ทันทีหากเกิดความไม่สงบในประเทศ เช่น ท่องเที่ยวและบริการ

เช่น ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่าเอสเอ็มอีที่มีกว่า 2.9 ล้านรายทั่วประเทศ ลำพังแค่ค่าจ้าง 300 บาท อาจมีเอสเอ็มอีล้มตายนับแสนราย โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องหนัง รองเท้า กลุ่มสิ่งทอที่พึ่งพาแรงงาน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า เป็นกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีความเสี่ยงที่สุด

แต่หากถูกซ้ำเติมจากปัญหาการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจของยุโรป อีกก็ไม่รู้ว่าจะสาหัสเพียงไหน

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจนอกประเทศยังคุกรุ่น การส่งออกมีแต่ทรงกับทรุด ศึกการเมืองภายในประเทศรอการปะทุ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่างอยู่ในอาการ “ผวา” ความทรงจำกับเหตุการณ์ความรุนแรงและผลกระทบที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ย้อนกลับมาให้คิดทบทวนเป็นฉากๆ ว่า จะเอาตัวรอดในสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร

เสียงจากหัวเรือใหญ่ด้านเศรษฐกิจอย่าง กิตติรัตน์ บอกว่า “หากเป็นไปได้อยากจุดธูปขอให้การเมืองสงบและมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจจะได้เดินต่อ” พร้อมยืนยันว่า งานด้านเศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อและทำงานอย่างเต็มที่ การให้การช่วยเหลือเอสเอ็มอียังทำอยู่ต่อเนื่อง

นั่นเป็นการมองโลกในแง่ดีของกิตติรัตน์ แต่ในสังเวียนการเมืองในภาพใหญ่ หากต่างฝ่าย “ไม่ยอมถอย” มุ่งจุดชนวนความขัดแย้งกันอยู่อย่างทุกวันนี้ ผลจะลงเอยอย่างไรน่าจะคาดเดาได้ไม่ยาก

และหากโฟกัสการทำงานของรัฐบาลในภาพรวมห้วงยามที่ผ่านมา ตอนแรกเหมือนรัฐบาลจะใส่ใจกับความอยู่รอดของ “เอสเอ็มอี” แต่ทำไปทำมากลายเป็นมวยล้มต้มคนดู

เพราะไม่มีรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ หรือใครจะออกมาเป็นเจ้าภาพเข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง ถนนสายการเมืองมองไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายปรองดอง เศรษฐกิจก็มองไปที่การส่งออก การสร้างความเชื่อมั่นว่าจะเกิดน้ำท่วมอีกหรือไม่ และวิกฤตหนี้เสียของสหภาพยุโรป

ปัญหาของเอสเอ็มอีที่เป็นประเด็นร้อน ที่รอคอยให้รัฐบาลเร่งรีบแก้ไข ถูกกลบหายไปกับการดูแลภาพรวมเศรษฐกิจ และธุรกิจเอสเอ็มอีกลายเป็นกลุ่มที่ถูกลืมว่ากำลังแย่จากผลกระทบทั้งการเมือง เศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

งานนี้จะ “เผาจริง-เผาหลอก” ไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่นอนตอนนี้เตรียมขุดหลุมรอฝังกลุ่มเอสเอ็มอีนับหมื่นได้เลย

 

อ้างอิง : โพสต์ทูเดย์

โดย…จตุพล สันตะกิจ

Comments

comments


ที่ปรึกษาธุรกิจ เอสเอ็มอี smes แฟรนไชส์ franchise แผนธุรกิจ business plan รับทำแผนธุรกิจ แผนการตลาด และแผนการเงิน เขียนข่าว PR บทความธุรกิจ

Share This Post

Related Articles

Powered by SMEsplannet · Designed by junkie